การฟักไข่นกกระทา
หลายคนคิดว่าการฟักไข่เป็นเรื่องง่ายๆ แค่มีตู้ฟักก็พอแล้ว แต่ความจริงมันมีรายละเอียดเล็กๆ ที่สำคัญหลายอย่างเริ่มตั้งแต่การคัดไข่ การตั้งอุณหภูมิ ความชื้น รวมไปถึงการกลับไข่อย่างถูกวิธี ซึ่งถ้าพลาดเพียงจุดใดจุดหนึ่งการฟักรอบนั้นอาจล้มเหลวโดยสิ้นเชิงเอาได้ง่ายๆ เลย และเมื่อลูกนกออกมาจากไข่แล้วการอนุบาลในขั้นต่อมาก็สำคัญไม่แพ้กัน เพื่อให้ได้ลูกนกกระทาที่มีโอกาสเติบโตและแข็งแรงให้มากที่สุด
- การฟักไข่นกกระทาให้ประสบความสำเร็จ
- การคัดเลือกไข่สำหรับนำไปฟัก
- การเตรียมตู้ฟักไข่นกกระทา
- คำแนะนำสำคัญจากประสบการณ์คนเลี้ยงนกกระทาโดยตรง
- ไปดูฟาร์มตัวอย่างและแบ่งปันลูกนกกระทา
การฟักไข่นกกระทาให้ประสบความสำเร็จ
นกกระทาเป็นสัตว์เศรษฐกิจขนาดเล็กที่เลี้ยงง่าย โตไว และให้ไข่เร็ว การขยายพันธุ์ด้วยการใช้เครื่องฟักไข่จึงเป็นวิธีที่นิยมมากที่สุดทั้งในฟาร์มขนาดเล็กและฟาร์มเชิงพาณิชย์
โดยปกติไข่นกกระทาจะใช้เวลาฟักประมาณ 16–18 วัน หากควบคุมอุณหภูมิและความชื้นได้เหมาะสม ลูกนกจะมีโอกาสฟักเป็นตัวที่แข็งแรงและมีอัตราการรอดชีวิตสูง
การคัดเลือกไข่สำหรับนำไปฟัก
การคัดไข่เป็นขั้นตอนแรกสำคัญมากที่สุด เพราะไข่ที่ดีมีชัยไปกว่าครึ่ง ไข่นกกระทาที่เหมาะสำหรับนำไปฟักควรมีลักษณะดังนี้
- เป็นไข่ใหม่ ไม่เกิน 7 วัน
- เปลือกไข่สมบูรณ์ ไม่มีรอยร้าว
- ขนาดไข่พอดี ไม่เล็กหรือใหญ่เกินไป
- รูปทรงไข่สวย ไม่บิดเบี้ยว
ข้อควรระวัง ห้ามล้างไข่ด้วยน้ำเด็ดขาด หากไข่สกปรกให้ใช้ผ้าแห้งเช็ดเบาๆ ก็พอ
การเตรียมตู้ฟักไข่นกกระทา
ก่อนนำไข่เข้าเครื่องฟัก ควรเปิดตู้ฟักทดสอบไว้ก่อนประมาณ 3–4 ชั่วโมง เพื่อดูว่าเครื่องทำงานปกติหรือไม่ การตั้งค่าที่เหมาะสมสำหรับการฟักไข่นกกระทา ดังนี้
- อุณหภูมิประมาณ 37.5 – 38°C
- ความชื้นประมาณ 55–60%
การควบคุมอุณหภูมิถือว่าเป็นเรื่องที่สำคัญมากที่สุด ถ้าร้อนเกินไป ลูกนกจะตายตั้งแต่ในไข่ ถ้าเย็นเกินไปการเจริญเติบโตจะช้าและฟักไม่ออก ความชื้นก็เช่นกันควรหมั่นดูให้อยู่ในช่วงที่เหมาะสมจะทำให้ลุกนกมีโอกาสฟักเป็นตัวสูงยิ่งขึ้น
ในระหว่างการฟักต้องทำการกลับไข่ทุกวัน อย่างน้อยวันละ 3-4 ครั้ง เพื่อป้องกันตัวอ่อนแห้งติดเปลือก และทำให้ไข่ทุกฟองมีโอกาสได้รับความอบอุ่นจากการฟักอย่างสม่ำเสมอ ช่วยให้ลูกนกพัฒนาได้สมบูรณ์ โดยในช่วงวันแรกจนถึงวันที่ 14 ต้องมีการกลับไข่ทุกวัน หลังจากวันที่ 15 ไปแล้วจะเป็นช่วงใกล้เวลาลูกนกออกจากไข่ ให้หยุดกลับไข่และเพิ่มความชื้นเป็นประมาณ 65–70% เพื่อให้ลูกนกจัดตำแหน่งในการฟักเป็นตัวออกมาได้ง่ายขึ้น ลดโอกาสที่เยื่อหุ้มไข่จะแห้งติดตัวลูกนกจนเจาะไข่ออกมาไม่ได้ ประมาณวันที่ 16–18 จะเริ่มได้ยินเสียงลูกนกจิกเปลือกไข่ และทยอยฟักเป็นลูกนกออกมา ต้องรอให้ลูกนกขนแห้งฟูดีเสียก่อน จึงค่อยย้ายเข้ากรงอนุบาลต่อไป
คำแนะนำจากประสบการณ์คนเลี้ยงนกกระทาโดยตรง
- อย่าเปิดตู้ฟักบ่อย เพราะอุณหภูมิและความชื้นจะเปลี่ยนทันที
- อย่าใช้ไข่เก่าเกินไป ไข่ที่มีอายุเกิน 7 วัน โอกาสฟักเป็นตัวจะลดลงมาก
- ต้องทำความสะอาดตู้ฟักทุกครั้งหลังใช้งาน เพื่อลดการสะสมของเชื้อโรค
- ควรจดบันทึกการฟัก เช่น วันที่เข้าไข่ วันที่หยุดกลับไข่ และวันที่ฟักออก เพื่อปรับปรุงการฟักครั้งต่อไป
ไปดูฟาร์มตัวอย่างและแบ่งปันลูกนกกระทา
การเลี้ยงนกกระทาไม่ใช่เรื่องยาก โดยเฉพาะการเริ่มต้นฟักไข่นกกระทาเอง จะทำให้ต้นทุนของฟาร์มลดลงได้มาก แค่ต้องใส่ใจในรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ เช่น การเลือกไข่ การควบคุมอุณหภูมิ ดูความชื้น และการกลับไข่ หากทำถูกวิธีโอกาสฟักออกเป็นตัวจะสูงมากขึ้น และยังได้ลูกนกที่แข็งแรง
สำหรับคนที่อยากเริ่มเลี้ยงนกกระทา บอกได้เลยว่าเป็นการเริ่มต้นจากจำนวนน้อยๆ จะช่วยสร้างความมั่นคงทางอาหารที่ดี แต่หากมีความชำนาญและเลี้ยงมากขึ้นก็สามารถยกระดับเป็นอาชีพสร้างรายได้ และการเริ่มจากการฟักไข่เองถือเป็นวิธีที่ประหยัด และช่วยให้เข้าใจวงจรการเลี้ยงนกกระทามากขึ้น เลี้ยงไปสักระยะจะรู้เลยว่า ไข่นกกระทาใบเล็กๆ นี่แหละ ถ้าบริหารดี รายได้ไม่เล็กเหมือนขนาดไข่แน่นอน
นัดหมายเข้าชมโครงการ/ทดลองใช้ชีวิตกับฟาร์มในฝัน
โทร. 0846259929
line : แอดมินโครงการ
Natural Living Land

