ออกแบบที่ดินขนาด 1 ไร่ ให้ได้ใช้ประโยชน์คุ้มค่าที่สุด
นี่คือตัวอย่างของไอเดียและแนวทางการออกแบบ เพื่อใช้ประโยชน์ในที่ดินขนาด 1 ไร่ สำหรับเกษตรกรมือใหม่ในโครงการ Natural Living Land โดยเน้นให้ “พออยู่พอกิน + สร้างสรรค์ + คุ้มค่า” ตามหลักเกษตรทฤษฎีใหม่ที่ประยุกต์ให้สอดคล้องกับคนเมืองที่ไม่เคยทำการเกษตรมาก่อน
- ไอเดียออกแบบที่ดิน 1 ไร่ ให้พออยู่พอกินสำหรับเกษตรกรมือใหม่
- ส่วนที่ 1 สร้างแหล่งน้ำและพื้นที่ชุ่มชื้น 30%
- ส่วนที่ 2 สร้างที่อยู่อาศัยและพื้นที่ใช้สอย 10%
- ส่วนที่ 3 สร้างกับข้าวและอาหารในชีวิตประจำวัน 20%
- ส่วนที่ 4 สร้างผลตอบแทนระยะยาว ปลูกป่า 3 อย่างเพื่อประโยชน์ 4 อย่าง 40%
- ตัวอย่างการใช้ชีวิตประจำวันในฟาร์ม ของเกษตรกรมือใหม่
ไอเดียออกแบบที่ดิน 1 ไร่ ให้พออยู่พอกินสำหรับเกษตรกรมือใหม่
เป้าหมายของเราไม่ใช่การทำเกษตรเชิงเดี่ยว ที่เหนื่อยและต้องพึ่งช่องทางจำหน่ายสินค้าผ่านพ่อค้าคนกลางโดยไม่มีอำนาจโต้แย้ง แต่เราเน้นสร้างระบบนิเวศที่เกื้อกูลกันภายในที่ดินแปลงเล็กเพียง 1 ไร่ (1,600 ตารางเมตร) ให้มีชีวิตชีวามีผลผลิตหลากหลาย ดูแลรักษาง่าย สร้างความมั่นคงทางอาหารให้พออยู่พอกินในระยะยาวด้วยตัวของเราเองโดยไม่จำเป็นต้องพึ่งปัจจัยภายนอกมากนัก โดยแบ่งพื้นที่ใช้สอยออกเป็น 4 ส่วนหลักๆ ดังนี้
ส่วนที่ 1 สร้างแหล่งน้ำและพื้นที่ชุ่มชื้น 30% หรือประมาณ 480 ตารางเมตร
เพราะหัวใจสำคัญที่สุดของการจัดการฟาร์มหรือทำเกษตรคือน้ำ มีน้ำคือมีชีวิต โดยเราสามารถเลือกวิธีเก็บน้ำได้หลากหลายรูปแบบ เช่น ขุดสระเก็บน้ำขนาดประมาณ 10×20 เมตร ลึก 2-3 เมตร เพื่อกักเก็บน้ำฝน ดินที่ขุดขึ้นมาจะนำไปถมเป็นโคกหรือเนินสำหรับปลูกบ้านและไม้ผลที่ไม่ชอบน้ำท่วมขัง ในสระที่ขุดก็ใช้เลี้ยงปลาโดยเน้นปล่อยปลากินพืชที่เลี้ยงง่าย โตไว เช่น ปลานิล, ปลาตะเพียน เพื่อเป็นแหล่งโปรตีนชั้นดี ขอบสระก็ให้ปลูกพืชเช่นตะไคร้, เตยหอม, อัญชัน หญ้าแฝก หรือไม้โตมีร่มเงาที่ชอบขึ้นในที่ชื้นเพื่อช่วยยึดหน้าดิน รักษาความชุ่มชื้นและลดการระเหยของน้ำ
ส่วนที่ 2 สร้างที่อยู่อาศัยและพื้นที่ใช้สอย 10% หรือประมาณ 160 ตารางเมตร
บ้านคือศูนย์กลางของชีวิต ควรตั้งอยู่บนที่สูงที่สุดของที่ดิน เพื่อความปลอดภัยจากน้ำท่วมซึ่งต้องยอมรับในความไม่แน่นอนของธรรมชาติที่เราต้องปรับตัวอยู่กับมันให้ได้
การสร้างบ้านสำหรับแนวคิดพอเพียง ควรเป็นบ้านที่มีขนาดเหมาะกับการใช้งานจริงๆอาจมีลานกิจกรรม/ชานบ้าน สำหรับใช้เป็นพื้นที่พักผ่อน นั่งเล่น จิบกาแฟยามเช้า หรือทำกิจกรรมเล็กๆ น้อยๆ ยิ่งบ้านมีขนาดกะทัดรัด งบประมาณและการดูแลในระยะยาวก็เป็นอะไรที่สบายตัวและสบายใจกว่าไม่ต้องแบกรับหนี้ก้อนโตและการทำความสะอาดบ้านที่เกินความจำเป็น
พื้นที่บริเวณใกล้ๆ กับตัวบ้านก็ควรมีโรงเรือนเล็กๆ ไว้เลี้ยงไก่ไข่หรือเป็ดไข่ 5-6 ตัว เพื่อให้มีไข่ไว้กินวันละ 2-3 ฟองก็เพียงพอแล้ว โดยเน้นไก่หรือเป็ดสายพันธุ์พื้นเมืองที่สามารถให้เศษอาหารจากครัวเรือนของเราเองได้ และควรมีพื้นที่ทำปุ๋ยหมักเปลี่ยนเศษอาหารและของเหลือให้เป็นปุ๋ยไว้บำรุงดินด้วยจะดีมาก
ส่วนที่ 3 สร้างกับข้าวและอาหารในชีวิตประจำวัน 20% ประมาณ 320 ตารางเมตร
ความมั่นคงของชีวิตภายในบ้านที่อบอุ่น คือต้องมีอาหารให้ทุกคนได้กินอิ่ม เราเน้นปลูกบริโภคเองให้เพียงพอ ไม่ได้เน้นปลูกเพื่อขายสร้างรายได้ จึงควรสร้างพื้นที่สำหรับปลูกพืชล้มลุก ผักสวนครัว และพืชผักท้องถิ่นที่สามารถเก็บกินได้ทุกวัน ยิ่งมีหลากหลายชนิดได้ยิ่งดีแต่ต้องเลือกปลูกให้เหมาะสมกับสภาพพื้นที่
หลักการง่ายๆ คือปลูกอย่างละน้อยๆ แต่ปลูกหลายๆ อย่างสลับกันไป เพื่อให้มีผักกินตลอดปีไม่ขาด ถ้ามีการวางแผนที่ดีค่อยๆ ปรับปรุงดินให้อุดมสมบูรณ์ เลือกปลูกผักปลูกข้าวให้สอดคล้องกับฤดูกาล เราจะมีทั้งข้าวและผักกินตลอดปีโดยแทบไม่ต้องซื้อ เพียงแต่เราเองก็ต้องศึกษาเรียนรู้และพัฒนาต่อยอดความรู้ทำให้ได้ผลงานที่ดีขึ้นเรื่อยๆ
ส่วนที่ 4 สร้างผลตอบแทนระยะยาวปลูกป่า 3 อย่างเพื่อประโยชน์ 4 อย่าง 40% หรือประมาณ 640 ตารางเมตร
การใช้ชีวิตที่มั่นคง เราต้องมองถึงการลงทุนเพื่ออนาคต โดยเฉพาะเมื่อเราชราจนไร้เรี่ยวแรงก็ควรมีเงินก้อนใหญ่ไว้สำรองจ่ายในกรณีฉุกเฉิน การปลูกไม้ผลและไม้ยืนต้นที่จะให้ผลผลิตในระยะกลางถึงยาว ดูแลง่ายเมื่อโตแล้ว ก็จะสร้างรายได้ไว้ให้เก็บกินเก็บใช้เมื่อจำเป็น แต่ถ้าต้องการหลักประกันที่ดีกว่าก็แนะนำให้ศึกษาเรื่องการปลูกป่า 3 อย่างเพื่อประโยชน์ 4 อย่าง
ป่า 3 อย่าง ประโยชน์ 4 อย่าง เป็นแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9 ที่ส่งเสริมการปลูกป่าแบบยั่งยืน โดยเน้นการปลูกไม้ 3 ประเภทที่มีประโยชน์หลากหลาย คือ ไม้ใช้สอย ไม้กินได้ และไม้เศรษฐกิจ ซึ่งจะทำให้เกิดประโยชน์ 4 ประการ ได้แก่ การใช้สอย, การบริโภค, การสร้างรายได้ และที่สำคัญที่สุดคือ การอนุรักษ์ดินและน้ำ ได้แก่
- ไม้ใช้สอย เป็นไม้โตเร็ว เช่น ไผ่ , กระถินเทพา (ใช้ทำค้างผัก, ทำเฟอร์นิเจอร์)
- ไม้กินได้ เช่น ไม้ผลและผักต่างๆ ที่ให้ผลผลิตเป็นอาหาร
- ไม้เศรษฐกิจ ไม้ที่สร้างรายได้ในอนาคต หรือไม้เนื้อดีราคาแพงต่างๆ
- ประโยชน์ที่ 4 คือสร้างความร่มรื่นและความสมดุลให้ระบบนิเวศ
ตัวอย่างการใช้ชีวิตประจำวันในฟาร์ม ของเกษตรกรมือใหม่
ช่วงเช้า (6:00 – 7:00) ตื่นมารับอากาศบริสุทธิ์ ให้อาหารไก่ เก็บไข่สด รดน้ำแปลงผักสวนครัว เดินสำรวจรอบๆ ที่ดิน
ช่วงสาย (7:00 – 9:00) ทำงานในแปลง เช่น พรวนดิน, ถอนหญ้า, ลงกล้าไม้ใหม่ๆ เน้นทำวันละนิดละหน่อย อากาศร้อนก็หลบเข้าร่มเรียนรู้เกี่ยวกับการพัฒนาคุณภาพชีวิตเช่น เรียนทำปุ๋ยหมัก เป็นต้น
ช่วงบ่าย (13:00 – 15:00) เวลาพักผ่อนใต้ร่มไม้ จะเลือกอ่านหนังสือหรือทำงานก็ตามอัทธยาศัย
ช่วงเย็น (16:00 – 17:00) เก็บผักสดจากแปลงมาเตรียมทำอาหารเย็น รดน้ำต้นไม้อีกครั้ง
ถ้าเป็นวันหยุดสุดสัปดาห์ อาจนำผลผลิตส่วนเกินไปแลกเปลี่ยนหรือขายที่ตลาดนัดชุมชนหรือช่องทางตลาดที่โครงการจัดให้
หมายเหตุ แผนนี้เป็นเพียงพิมพ์เขียวเริ่มต้นที่ยืดหยุ่นได้ หัวใจสำคัญคือการลงมือทำและเรียนรู้จากที่ดินของตัวเอง ถ้าทำจริงจังที่ดินเพียง 1 ไร่ จะไม่ได้ให้แค่อาหารแต่มันจะให้ ทักษะ, สุขภาพ, ความสงบสุข และความภูมิใจ ซึ่งเป็นผลตอบแทนที่คุ้มค่าที่สุดของชีวิต แต่ถ้าตั้งใจพัฒนากว่านั้นมันก็จะเปลี่ยนเป็นช่องทางสร้างรายได้ที่วิเศษทีเดียว

