ออกแบบที่ดิน 1 ไร่ให้ใช้ประโยชน์คุ้มค่าที่สุด

ออกแบบใช้ที่ดินให้คุ้มค่า

ออกแบบที่ดินขนาด 1 ไร่ ให้ได้ใช้ประโยชน์คุ้มค่าที่สุด

นี่คือตัวอย่างของไอเดียและแนวทางการออกแบบ เพื่อใช้ประโยชน์ในที่ดินขนาด 1 ไร่ สำหรับเกษตรกรมือใหม่ในโครงการ Natural Living Land โดยเน้นให้ “พออยู่พอกิน + สร้างสรรค์ + คุ้มค่า” ตามหลักเกษตรทฤษฎีใหม่ที่ประยุกต์ให้สอดคล้องกับคนเมืองที่ไม่เคยทำการเกษตรมาก่อน

ทดลองใช้ชีวิตพอเพียง

ไอเดียออกแบบที่ดิน 1 ไร่ ให้พออยู่พอกินสำหรับเกษตรกรมือใหม่

เป้าหมายของเราไม่ใช่การทำเกษตรเชิงเดี่ยว ที่เหนื่อยและต้องพึ่งช่องทางจำหน่ายสินค้าผ่านพ่อค้าคนกลางโดยไม่มีอำนาจโต้แย้ง แต่เราเน้นสร้างระบบนิเวศที่เกื้อกูลกันภายในที่ดินแปลงเล็กเพียง 1 ไร่ (1,600 ตารางเมตร) ให้มีชีวิตชีวามีผลผลิตหลากหลาย ดูแลรักษาง่าย สร้างความมั่นคงทางอาหารให้พออยู่พอกินในระยะยาวด้วยตัวของเราเองโดยไม่จำเป็นต้องพึ่งปัจจัยภายนอกมากนัก โดยแบ่งพื้นที่ใช้สอยออกเป็น 4 ส่วนหลักๆ ดังนี้

ขุดสระน้ำในที่ดิน

ส่วนที่ 1 สร้างแหล่งน้ำและพื้นที่ชุ่มชื้น 30% หรือประมาณ 480 ตารางเมตร

เพราะหัวใจสำคัญที่สุดของการจัดการฟาร์มหรือทำเกษตรคือน้ำ มีน้ำคือมีชีวิต โดยเราสามารถเลือกวิธีเก็บน้ำได้หลากหลายรูปแบบ เช่น ขุดสระเก็บน้ำขนาดประมาณ 10×20 เมตร ลึก 2-3 เมตร เพื่อกักเก็บน้ำฝน ดินที่ขุดขึ้นมาจะนำไปถมเป็นโคกหรือเนินสำหรับปลูกบ้านและไม้ผลที่ไม่ชอบน้ำท่วมขัง ในสระที่ขุดก็ใช้เลี้ยงปลาโดยเน้นปล่อยปลากินพืชที่เลี้ยงง่าย โตไว เช่น ปลานิล, ปลาตะเพียน เพื่อเป็นแหล่งโปรตีนชั้นดี ขอบสระก็ให้ปลูกพืชเช่นตะไคร้, เตยหอม, อัญชัน  หญ้าแฝก หรือไม้โตมีร่มเงาที่ชอบขึ้นในที่ชื้นเพื่อช่วยยึดหน้าดิน รักษาความชุ่มชื้นและลดการระเหยของน้ำ

สร้างบ้านจากไม้กระถินเทพา

ส่วนที่ 2 สร้างที่อยู่อาศัยและพื้นที่ใช้สอย 10% หรือประมาณ 160 ตารางเมตร

บ้านคือศูนย์กลางของชีวิต ควรตั้งอยู่บนที่สูงที่สุดของที่ดิน เพื่อความปลอดภัยจากน้ำท่วมซึ่งต้องยอมรับในความไม่แน่นอนของธรรมชาติที่เราต้องปรับตัวอยู่กับมันให้ได้

การสร้างบ้านสำหรับแนวคิดพอเพียง ควรเป็นบ้านที่มีขนาดเหมาะกับการใช้งานจริงๆอาจมีลานกิจกรรม/ชานบ้าน สำหรับใช้เป็นพื้นที่พักผ่อน นั่งเล่น จิบกาแฟยามเช้า หรือทำกิจกรรมเล็กๆ น้อยๆ ยิ่งบ้านมีขนาดกะทัดรัด งบประมาณและการดูแลในระยะยาวก็เป็นอะไรที่สบายตัวและสบายใจกว่าไม่ต้องแบกรับหนี้ก้อนโตและการทำความสะอาดบ้านที่เกินความจำเป็น

พื้นที่บริเวณใกล้ๆ กับตัวบ้านก็ควรมีโรงเรือนเล็กๆ ไว้เลี้ยงไก่ไข่หรือเป็ดไข่ 5-6 ตัว เพื่อให้มีไข่ไว้กินวันละ 2-3 ฟองก็เพียงพอแล้ว โดยเน้นไก่หรือเป็ดสายพันธุ์พื้นเมืองที่สามารถให้เศษอาหารจากครัวเรือนของเราเองได้ และควรมีพื้นที่ทำปุ๋ยหมักเปลี่ยนเศษอาหารและของเหลือให้เป็นปุ๋ยไว้บำรุงดินด้วยจะดีมาก

ปลูกผักหวาน

ส่วนที่ 3 สร้างกับข้าวและอาหารในชีวิตประจำวัน 20% ประมาณ 320 ตารางเมตร

ความมั่นคงของชีวิตภายในบ้านที่อบอุ่น คือต้องมีอาหารให้ทุกคนได้กินอิ่ม เราเน้นปลูกบริโภคเองให้เพียงพอ ไม่ได้เน้นปลูกเพื่อขายสร้างรายได้ จึงควรสร้างพื้นที่สำหรับปลูกพืชล้มลุก ผักสวนครัว และพืชผักท้องถิ่นที่สามารถเก็บกินได้ทุกวัน ยิ่งมีหลากหลายชนิดได้ยิ่งดีแต่ต้องเลือกปลูกให้เหมาะสมกับสภาพพื้นที่

หลักการง่ายๆ คือปลูกอย่างละน้อยๆ แต่ปลูกหลายๆ อย่างสลับกันไป เพื่อให้มีผักกินตลอดปีไม่ขาด ถ้ามีการวางแผนที่ดีค่อยๆ ปรับปรุงดินให้อุดมสมบูรณ์ เลือกปลูกผักปลูกข้าวให้สอดคล้องกับฤดูกาล เราจะมีทั้งข้าวและผักกินตลอดปีโดยแทบไม่ต้องซื้อ เพียงแต่เราเองก็ต้องศึกษาเรียนรู้และพัฒนาต่อยอดความรู้ทำให้ได้ผลงานที่ดีขึ้นเรื่อยๆ

ปลูกกระถินเทพา

ส่วนที่ 4 สร้างผลตอบแทนระยะยาวปลูกป่า 3 อย่างเพื่อประโยชน์ 4 อย่าง 40% หรือประมาณ 640 ตารางเมตร

การใช้ชีวิตที่มั่นคง เราต้องมองถึงการลงทุนเพื่ออนาคต โดยเฉพาะเมื่อเราชราจนไร้เรี่ยวแรงก็ควรมีเงินก้อนใหญ่ไว้สำรองจ่ายในกรณีฉุกเฉิน การปลูกไม้ผลและไม้ยืนต้นที่จะให้ผลผลิตในระยะกลางถึงยาว ดูแลง่ายเมื่อโตแล้ว ก็จะสร้างรายได้ไว้ให้เก็บกินเก็บใช้เมื่อจำเป็น แต่ถ้าต้องการหลักประกันที่ดีกว่าก็แนะนำให้ศึกษาเรื่องการปลูกป่า 3 อย่างเพื่อประโยชน์ 4 อย่าง

ป่า 3 อย่าง ประโยชน์ 4 อย่าง เป็นแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9 ที่ส่งเสริมการปลูกป่าแบบยั่งยืน โดยเน้นการปลูกไม้ 3 ประเภทที่มีประโยชน์หลากหลาย คือ ไม้ใช้สอย ไม้กินได้ และไม้เศรษฐกิจ ซึ่งจะทำให้เกิดประโยชน์ 4 ประการ ได้แก่ การใช้สอย, การบริโภค, การสร้างรายได้ และที่สำคัญที่สุดคือ การอนุรักษ์ดินและน้ำ  ได้แก่

  • ไม้ใช้สอย เป็นไม้โตเร็ว เช่น ไผ่ , กระถินเทพา (ใช้ทำค้างผัก, ทำเฟอร์นิเจอร์)
  • ไม้กินได้  เช่น ไม้ผลและผักต่างๆ ที่ให้ผลผลิตเป็นอาหาร
  • ไม้เศรษฐกิจ ไม้ที่สร้างรายได้ในอนาคต หรือไม้เนื้อดีราคาแพงต่างๆ
  • ประโยชน์ที่ 4  คือสร้างความร่มรื่นและความสมดุลให้ระบบนิเวศ
ทำสวนพอเพียง

ตัวอย่างการใช้ชีวิตประจำวันในฟาร์ม ของเกษตรกรมือใหม่

ช่วงเช้า (6:00 – 7:00)  ตื่นมารับอากาศบริสุทธิ์ ให้อาหารไก่ เก็บไข่สด รดน้ำแปลงผักสวนครัว เดินสำรวจรอบๆ ที่ดิน

ช่วงสาย (7:00 – 9:00)  ทำงานในแปลง เช่น พรวนดิน, ถอนหญ้า, ลงกล้าไม้ใหม่ๆ เน้นทำวันละนิดละหน่อย อากาศร้อนก็หลบเข้าร่มเรียนรู้เกี่ยวกับการพัฒนาคุณภาพชีวิตเช่น  เรียนทำปุ๋ยหมัก เป็นต้น

ช่วงบ่าย (13:00 – 15:00) เวลาพักผ่อนใต้ร่มไม้  จะเลือกอ่านหนังสือหรือทำงานก็ตามอัทธยาศัย

ช่วงเย็น (16:00 – 17:00) เก็บผักสดจากแปลงมาเตรียมทำอาหารเย็น รดน้ำต้นไม้อีกครั้ง

ถ้าเป็นวันหยุดสุดสัปดาห์ อาจนำผลผลิตส่วนเกินไปแลกเปลี่ยนหรือขายที่ตลาดนัดชุมชนหรือช่องทางตลาดที่โครงการจัดให้

หมายเหตุ แผนนี้เป็นเพียงพิมพ์เขียวเริ่มต้นที่ยืดหยุ่นได้ หัวใจสำคัญคือการลงมือทำและเรียนรู้จากที่ดินของตัวเอง ถ้าทำจริงจังที่ดินเพียง 1 ไร่ จะไม่ได้ให้แค่อาหารแต่มันจะให้  ทักษะ, สุขภาพ, ความสงบสุข และความภูมิใจ ซึ่งเป็นผลตอบแทนที่คุ้มค่าที่สุดของชีวิต แต่ถ้าตั้งใจพัฒนากว่านั้นมันก็จะเปลี่ยนเป็นช่องทางสร้างรายได้ที่วิเศษทีเดียว

นัดหมายเข้าชมโครงการ/ทดลองใช้ชีวิตกับฟาร์มในฝัน

โทร. 0846259929 line : แอดมินโครงการ Natural Living Land