โสตถิยพราหมณ์ และแม่น้ำเนรัญชรา เหตุการณ์สำคัญก่อนคืนแห่งการตรัสรู้
ในวันเพ็ญเดือน 6 ก่อนคืนแห่งการตรัสรู้ มิได้เป็นเพียงวันและคืนธรรมดา แต่คือห้วงเวลาแห่งการพลิกชะตาของโลก เมื่อโสตถิยพราหมณ์ผู้มีจิตศรัทธา ถวายหญ้ากุสะแก่พระโพธิสัตว์ และแม่น้ำเนรัญชรากลายเป็นสักขีพยานในการอธิษฐานลอยถาด นำไปสู่การตรัสรู้ใต้ต้นพระศรีมหาโพธิ์
- จากเหตุการณ์ตอนที่แล้ว ที่เกี่ยวข้องกับนางสุชาดามหาอุบาสิกา
- ก่อนที่โลกจะได้รู้จัก “พระพุทธเจ้า” ในฐานะศาสดาเอกของโลก
- แม่น้ำเนรัญชรา สักขีพยานแห่งการอธิษฐานครั้งสำคัญ
- หญ้ากุศะ ของโสตถิยพราหมณ์
- ความศักดิ์สิทธิ์ของหญ้ากุศะ
- ข้อคิดจากการเดินทางไปที่บ้านของโสตถิยพราหมณ์และแม่น้ำเนรัญชรา
จากเหตุการณ์ตอนที่แล้ว ที่เกี่ยวข้องกับนางสุชาดา มหาอุบาสิกา
จากที่เล่าไปตอนที่แล้ว ที่นางสุชาดาได้นำข้าวมธุปายาสพร้อมถาดทองคำไปถวายแก่พระสมณโคดมที่ใต้ต้นไทรริมฝั่งแม่น้ำเนรัญชราเพราะเข้าใจว่าพระพุทธเจ้าในขณะนั้นคือรุกขเทวดา ย้อนกลับไปอ่านอีกครั้ง
ก่อนที่โลกจะได้รู้จัก “พระพุทธเจ้า” ในฐานะศาสดาเอกของโลก
พระมหาสมณโคดมซึ่งเป็นพระนามที่เรียกเจ้าชายสิทธัตถะหลังออกบวช พระองค์ต้องผ่านบททดสอบมากมาย และบททดสอบครั้งสุดท้ายที่สำคัญยิ่งยวดในคืนวันเพ็ญเดือน 6 (วิสาขบูชา) ก่อนการตรัสรู้นั้น เส้นทางนี้เต็มไปด้วยเหตุการณ์ที่ทั้งงดงามและทรงความหมาย และหนึ่งในเหตุการณ์วันนั้นคือการรับข้าวมธุปายาสจากนางสุชาดา การประกอบพิธีลอยถาดทองคำในแม่น้ำเนรัญชรา พบกับโสตถิยะพราหมณ์ผู้ถวายหญ้ากุสะ ซึ่งเป็นสัญลักษณ์แห่งความมั่นใจว่าพระองค์กำลังเดินบนทางที่ถูกต้อง
แม่น้ำเนรัญชรา สักขีพยานแห่งการอธิษฐานครั้งสำคัญ
หลังจากการรับถวายข้าวมธุปายาส ก่อนที่พระสมณะโคดมจะเดินกลับสู่ใต้ต้นพระศรีมหาโพธิ์ พระองค์ได้อธิษฐานพร้อมลอยถาดทองคำที่นางสุชาดาใส่ข้าวมธุปายาสมาถวายลงในแม่น้ำเนรัญชรา พระองค์ตั้งสัจจะว่า “หากจะได้ตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ขอให้ถาดนี้ลอยทวนกระแสน้ำ”
ถาดทองคำนั้นมิได้ลอยไปตามสายน้ำเช่นสิ่งอื่น แต่กลับลอยทวนกระแสท่ามกลางความมหัศจรรย์ ราวกับธรรมชาติทั้งปวงร่วมประกาศยืนยันว่าเส้นทางของพระองค์คือทางที่ถูกต้อง
ครั้นตกตอนเย็นพระสมณโคดมก็ได้เสด็จกลับข้ามแม่น้ำเนรัญชรา ซึ่งในฤดูร้อนน้ำในแม่น้ำจะแห้งขอดเดินข้ามไปข้ามมาได้สะดวก เพื่อกลับไปที่โคนต้นโพธิ์ที่พระองค์ประทับบำเพ็ญเพียร ระหว่างทางที่เสด็จกลับได้พบกับพราหมณ์นามว่าโสตถิยะซึ่งมีบ้านอยู่ติดกับฝั่งของแม่น้ำเนรัญชรา ซึ่งจากบ้านของโสตถิยพราหมณ์สามารถมองเห็นยอดของเจดีย์พุทธคยาซึ่งเป็นสถานที่ที่พระพุทธเจ้าประทับได้ชัดเจนเพราะไม่ไกลกันนัก
หญ้ากุศะ ของโสตถิยพราหมณ์
โสตถิยพราหมณ์ผู้มองเห็นพระพระสมณโคดมผู้มีวัตรสงบ จึงเกิดศรัทธาและถวายหญ้ากุศะ จำนวน 8 กำมือ และพระสมณโคดมได้นำไปปูลาดเป็นที่นั่งภายใต้ต้นพระศรีมหาโพธิ์ แล้วประทับนั่งหันหน้าไปทางทิศตะวันออก หันหลังเข้าหาต้นโพธิ์ ทรงอธิษฐานว่า “ถ้ายังไม่ได้บรรลุพระสัมมาสัมโพธิญาณก็จะไม่เสด็จลุกขึ้น ถึงแม้เนื้อและเลือดจะเหือดแห้งไป เหลือแต่หนัง เอ็น และกระดูกก็ตามที” และคืนนั้นเองที่พระองค์ก็ได้บรรลุธรรมขั้นสูงสุดเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
เป็นความเข้าใจผิดของคนไทยส่วนใหญ่ที่เข้าใจว่า หญ้ากุสะหรืออาจจะเขียนว่าหญ้ากุศะที่พราหมณ์โสตถิยะถวายให้พระพุทธเจ้ารองประทับนั่งนั้นเป็นหญ้าคา แม้แต่ผู้แปลข้อความเป็นภาษาไทยที่บ้านของโสตถิยพราหมณ์ก็ยังแปลว่าหญ้ากุศะคือหญ้าคา เมื่อได้เดินทางไปอินเดียครั้งนี้ จึงได้พบเห็นหญ้ากุสะและได้ฟังผู้รู้ที่เข้าใจวัฒนธรรมอินเดียอย่างลึกซึ้งอธิบายว่า หญ้ากุสะะไม่ใช่หญ้าคา
ลักษณะของหญ้ากุศะ เป็นหญ้าที่ชอบขึ้นในที่แห้งตามริมฝั่งแม่น้ำ ใบดูคล้ายหญ้าคาแต่อ่อนนุ่มกว่าและไม่มีคายรวมถึงใบไม่คมแบบหญ้าคา รากหญ้ากุศะมีกลิ่นหอม คนท้องถิ่นถือว่าเป็นหญ้าศักดิ์สิทธิ์ที่พวกพราหมณ์ใช้ในพิธีกรรมโดยเฉพาะการใช้ปะพรมน้ำมนต์ และหญ้ากุสะชนิดนี้ยังสามารถใช้ถักเป็นเชือกขึงเป็นเตียงนอนได้อีกด้วย ซึ่งชาวอินเดียเขาใช้อยู่ทั่วไป
ความศักดิ์สิทธิ์ของหญ้ากุศะ
หญ้ากุศะได้รับการนับถือว่าเป็นหญ้าศักดิ์สิทธิ์ของอินเดีย ที่คนในวรรณะพราหมณ์นิยมใช้ทำพิธีมงคล สำหรับทางพระพุทธศาสนาก็เชื่อว่าหญ้ากุศะมีความสำคัญและศักดิ์สิทธิ์เช่นกันเพราะเป็นหญ้าที่รองประทับนั่งของพระสมณโคดมในคืนที่ทรงบรรลุอนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้เป็นศาสดาเอกของโลก จึงมักนิยมใช้หญ้ากุศะในพิธีมงคลประพรมน้ำพุทธมนต์ และยืนยันอีกครั้งว่าหญ้ากุศะไม่ใช่หญ้าคาแต่ดูเผินๆ มันจะคล้ายกัน
ข้อคิดจากการเดินทางไปที่บ้านของโสตถิยพราหมณ์และแม่น้ำเนรัญชรา
โสตถิยะพราหมณ์และแม่น้ำเนรัญชรา เป็นเพียงบุคคลและสถานที่ธรรมดา แต่คือพลังหนุนและสักขีพยานของเหตุการณ์ยิ่งใหญ่ในประวัติศาสตร์ของพุทธศาสนา ได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของเรื่องราวที่จะเล่าขานไปชั่วกาลนาน ว่าก่อนจะมี “พระพุทธเจ้า” โลกได้มีพราหมณ์ผู้ศรัทธาและแม่น้ำแห่งความมหัศจรรย์เกี่ยวเนื่องกับเส้นทางสู่การตรัสรู้ การเดินทางไปดูสถานที่จริงแม้ว่ากาลเวลาจะล่วงเลยร่วม 2,600 ปีมาแล้ว แต่ทำให้เราสามารถลำดับภาพเห็นเหตุการณ์ในวันและคืนสุดพิเศษนั้นได้เหมือนปาฏิหาริย์

